ไขความลับการลดน้ำหนักด้วยวิธี IF

ไขความลับการลดน้ำหนักด้วยวิธี IF

ไขความลับการลดน้ำหนักด้วยวิธี IF
ไขความลับการลดน้ำหนักด้วยวิธี IF

ไขความลับการลดน้ำหนักด้วยวิธี IF ช่วงนี้ กระแสการรักสุขภาพกำลังมา หลายคนเลือกใช้วิธีลดน้ำหนักและวิธีดูแลสุขภาพที่แตกต่างกันไป ทั้งการออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร ที่นิยมเรียกว่ากินคลีน หรือพึ่งพาตัวช่วยอย่างการเข้าฟิตเนสและหาเทรนเนอร์คู่กาย ทว่ากระแสการลดน้ำหนักแบบหนึ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน คือการลดน้ำหนักด้วยวิธี ‘IF’ หรือ ‘Intermittent Fasting’ เป็นรูปแบบการลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมอย่างมากในไทยเมื่อราว 2 ปีก่อน และมีความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ทำความรู้จักกับการลดน้ำหนักด้วยวิธี IF

‘Intermittent Fasting’ เป็นรูปแบบการลดน้ำหนักด้วยการจำกัดช่วงเวลาการกิน แบ่งเวลาออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงอด (Fasting) กับ ช่วงกิน (Feeding) เมื่อเราอยู่ในช่วงอดอาหาร ระดับอินซูลินในร่างกายจะลดลง ระดับ Growth Hormone จะสูงขึ้น และช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายได้ถึง 3.6-14% นอกจากนี้ วิธีทำ IF ยังมีหลายรูปแบบให้เลือกใช้ เช่น 16 : 8, 18 : 6, 20 : 4, 23 : 1 (ตัวเลขที่มากกว่าคือชั่วโมงของการอด) แต่รูปแบบที่ได้รับความนิยมมากสุดก็คือ 16 : 8 หรือ อด 16 ชม. และ กิน 8 ชม.

ฟังจากปากของคนที่ลดน้ำหนักด้วยวิธี IF แล้วได้ผล

ด้วยความสงสัยว่าการลดน้ำหนักด้วยวิธี IF นี้ได้ผลจริงหรือไม่ ทางเราจึงไปทำการสอบถามผู้คนทั้งใกล้ตัวและตามโลกโซเชียลเกี่ยวกับวิธีลดน้ำหนักแบบ IF ว่าแต่ละคนได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการหรือไม่ จากการสำรวจพบว่ามีทั้งคนที่ทำแล้วได้ผลและไม่ได้ผล วันนี้เราจึงจะมาชวนฟังข้อมูลจากปากของคนที่เคยทำ IF กันค่ะ

มุ้งมิ้ง – วิมลรัตน์ เหล่าคำ สาวอายุ 22 ปี เล่าให้เราฟังว่ารู้จักการลดน้ำหนักด้วยวิธี IF มาประมาณ 1-2 ปีแล้ว ตอนที่เป็นกระแสในทวิตเตอร์ และได้ทำการรีเสิร์ชข้อมูลจากคนที่เคยทำ IF สำเร็จ

จากนั้นได้เริ่มทำ IF ช่วงมิถุนายนปีที่แล้ว (2561) เลือกใช้สูตร 6 : 18 พร้อมกับการเลือกรับประทานอาหาร ซึ่งจะเน้นอาหารที่ใช้การต้ม การนึ่งแทน เช่น ก๋วยเตี๋ยว สุกี้ หรือบางทีก็ชาบู แต่ความโชคดีคือ ตนเองเป็นคนที่ชอบกินผักอยู่แล้ว อาหารในทุกๆ มื้อก็เลยจะมีผักเป็นส่วนใหญ่

นอกจากนี้ ได้มีการออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย โดยเน้นการเดินและวิ่งบนลู่ สลับกันไปมา ประมาณ 50 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ใช้เวลาทำประมาณ 3 เดือนกว่า ผลปรากฏว่าน้ำหนักลดลงมาประมาณ 10 กิโลกรัม จากเดิมหนัก 68 ลดเหลือ 57.5 กิโลกรัม หลังจากนั้นก็ได้หยุดใช้วิธี IF ไป แต่ต่อให้มีวันที่กินเยอะมากๆ น้ำหนักก็ไม่ได้พุ่งกลับไปเท่าเดิม ปัจจุบันยังมีการเข้าโรงยิมบ้าง อาทิตย์ละ 2 ครั้ง “เพราะรู้สึกว่าการลดน้ำหนักมันเป็นสิ่งที่ยาก และก็ไม่อยากกลับไปเป็นแบบนั้นอีก” จะเห็นได้ว่าการทำ IF ของคุณวิมลรัตน์สามารถช่วยควบคุมน้ำหนักได้จริง และแม้ว่าจะหยุดทำ IF ไปแล้วก็ไม่มีอาการโยโย่เอฟเฟคแต่อย่างใด

แล้วทำไมบางคนถึงทำ IF แล้วไม่ได้ผล ?

จากการสอบถามจึงพบว่าแม้พวกเขาจะกินอาหารตามช่วงเวลาของการทำ IF ก็จริง แต่ไม่ได้มีการคุมปริมาณอาหารและยังรู้สึกว่าตนเองกินเยอะกว่าเดิมด้วย เพราะจะต้องกินให้ร่างกายรู้สึกอิ่มมากพอก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงเวลาของการอด หรือ Fasting นอกจากนี้ยังมีความกลัวว่าหากเลิกทำ IF จะเกิดอาการโยโย่เอฟเฟคตามมา และรู้สึกว่าการ Fasting ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการออกกำลังกายหนักๆ ด้วย หลายคนจึงทำได้แค่สักพักหนึ่งแล้วก็เลิกราไป

แนะเคล็ดลับการลดน้ำหนักแบบสุขภาพดี ไม่ต้องกลัวโยโย่

ฟังคำบอกเล่าจากผู้ที่เคยลดน้ำหนักด้วยวิธี IF ไปแล้ว มาฟังคำแนะนำดีๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนักกันบ้างดีกว่าค่ะ กับโค้ชฟ้าใส พึ่งอุดม หนุ่มเทรนเนอร์ที่เป็นที่รู้จักกันในฐานะฟิตเนสไอดอล และยังเป็นผู้ก่อตั้ง Fit Junctions ฟิตเนส เทรนนิ่งสตูดิโอ สำหรับคนรักการออกกำลังกาย

โค้ชฟ้าใสมีคำแนะนำสำหรับคนที่อยากทำ IF ดังนี้ค่ะ คือ “ควรเลือกทำในสิ่งที่ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวันของตัวเองให้มากที่สุด และต้องทำให้ถูกวิธีมันถึงจะได้ผล นอกจากนี้ ก็ไม่ควรที่จะลองทำ IF เพราะต้องการตามกระแส เนื่องจากพอ IF เป็นกระแสบูมขึ้นมาสิ่งที่ตามมาก็คือ คนมักจะทำผิดวิธีกันเยอะ ผลกลายเป็นตรงกันข้าม คืออ้วนขึ้น ป่วยเป็นโรคกระเพาะบ้าง กรดไหลย้อนบ้าง กลายเป็นผลเสียตามมาในที่สุด”

และหากต้องการจะลดน้ำหนักไปพร้อมกับการมีสุขภาพที่แข็งแรง ก็ควรที่จะมีการออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เนื่องจากวิธี IF เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถควบคุมอาหารได้เท่านั้น หากมีความตั้งใจที่จะลดน้ำหนักจริงๆ ก็ควรที่จะทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไป เพื่อที่เราจะสามารถลดน้ำหนักพร้อมกับการมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การลดน้ำหนักด้วยวิธี IF ยังมีรูปแบบการอดอาหารจำนวนชั่วโมงที่เยอะมากๆ เช่น การกินเพียง 1 มื้อต่อวัน หรือ อดอาหารวันเว้นวัน ฟังดูแล้วเป็นวิธีการที่ค่อนข้างหนัก อาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ทางโค้ชฟ้าใส ก็มีการเล่าถึงงานวิจัยของต่างประเทศว่า มีการวิจัยออกมารองรับว่าวิธีการนี้ไม่ได้เป็นผลเสียต่อร่างกายของมนุษย์ โดยศึกษาจากร่างกายนักกีฬาชาวอิสลามที่พวกเขาจะมีการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนมาเป็นกรณีตัวอย่าง

อย่างไรก็ดี เราควรจะเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับชีวิตของเรามากที่สุด ไม่จำเป็นต้องทำตามสูตรการลดน้ำหนักที่สุดโต่งจนเกินไป เพื่อที่วิธีการเหล่านั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา และทำให้เราสามารถลดน้ำหนักไปพร้อมกับการมีสุขภาพที่ดีได้ด้วย